สัตวแพทย์ / หน้าที่ / สวนสัตว์
posted on 19 Apr 2008 01:23 by popopoy
จาก เอนทรีที่แล้ว มีเสียงตอบรับอย่างล้นหลามมากกกก
(ตรงไหน?)
เหอะๆ เอาน่า 10คห. นี่ก็เกินค่าเฉลี่ยปกติแล้วล่ะ
ขอบคุณทุกความเห็นมากๆ แต่มีอันนึงที่เราอยากต่อยอดสักหน่อย
เพราะที่คุณเค้าโพสต์ไว้ มันน่าคิดจริงๆ
หากใครสักคนจะมีความคิดแบบนั้นจริง
(แบบที่เราเองก็เคยคิด)
ก็อยากจะชี้แจงสักหน่อย ในฐานะที่เราคิดจนได้คำตอบชัดเจนมานานแล้ว
สัตวแพทย์จำเป็นสำหรับสังคมมนุษย์
สัตวแพทย์จำเป็นสำหรับสังคมมนุษย์ และตราบใดที่วิชาชีพนี้ยังจำเป็น
ก็ยังคงมีสัตวแพทย์เลือดใหม่ๆเกิดขึ้น และสืบทอดเจตนารมณ์ของมนุษย์ต่อไป
ซึ่งคงไม่มีใครเถียงว่า มนุษย์ไม่สามารถตัดสินใจแทนโลกได้
พราะโดยฐานะของมนุษย์ ซึ่งอยู่จุดบนสุดของการล่า มีจำนวนประชากรมากพอ
มีการใช้ทรัพยากรในอัตราที่สูง เป็นสังคมที่แข็งแกร่งมีการสื่อสาร มีการรวมกลุ่ม
มีเทคโนโลยี มี ”ความคิด” และ(เกือบจะ)ควบคุมเผ่าพันธุ์อื่นๆได้
ดังนั้นในเมื่อสังคมมนุษย์ เห็นว่าสัตวแพทย์จำเป็น.....
สัตวแพทย์ก็จำเป็นสำหรับโลก....ไม่ต่างจาก โอโซนในชั้นบรรยากาศ
ไม่ต่างจากทันตะฯ-แพทย์-แผนจีน
ไม่ต่างจากคนโรงแรม ไม่ต่างจากบรรณาธิการ
ไม่ต่างจากนักวาดการ์ตูน ไม่ต่างจากวิศวกร ไม่ต่างจาก(เทพ)หมี
ไม่ต่างจากนักกฏหมาย ไม่ต่างจากนักประพันธ์ ไม่ต่างจากเวบมาสเตอร์...
ทุกอาชีพที่ยังสืบทอดอยู่ ณ ปัจจุบัน คืออาชีพที่จำเป็นต่อโลก
ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น จงเป็นสุข เป็นสุขเถิด...(อะนะ นอกเรื่องจนได้)
มนุษย์เป็นส่วนนึงของธรรมชาติ และต้องรบกวนธรรมชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แค่คนเราหายใจ....มันก็สร้าง CO2มาเพิ่มภาวะเรือนกระจกแล้ว
การกระทำ กิน / ขี้ / ปี้ / นอน
พื้นฐานเหล่านี้ล้วนแต่รบกวนสมดุลย์ธรรมชาติทั้งสิ้น
นเมื่อประชากรมนุษย์เพิ่มมากขึ้น
รบกวนธรรมชาติมากขึ้น
ก็ต้องมีคนที่คอยมาทำหน้าที่รักษาสมดุลย์เหล่านี้
ซึ่งสัตวแพทย์เป็นเพียงส่วนหนึ่งของกลไกนี้ร่วมกับสาขาอาชีพอื่นอีกมาก
แต่สัตวแพทย์เราเน้นไปเรื่องของสัตว์นั่นเอง
การดูแลธรรมชาติ การดูแลสัตว์ จึงเป็นเรื่องที่ต้องทำ!
เปรียบได้กับเวลาที่เราอยู่ในบ้าน
นับวันก็มีฝุ่น มีรอยเปื้อนและเสื่อมโทรม
เราก็ต้องคอยบำรุงรักษา และดูแลสภาพบ้านให้ดี
ต่อให้เราไม่ได้เป็นคนทำเอง ก็มีแม่บ้านทำงานเหล่านี้
มอสัตว์ป่าคนนึง เคยให้เหตุผลถึงการรักษาสัตว ”ในป่า” ไว้ว่า
มันไม่ใช่การรบกวนห่วงโซ่อาหาร แต่เค้าพยายามแก้ปัญหาให้
คนท้องถิ่น (ซึ่งมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ที่ทำกินก็ต้องเพิ่มมากขึ้น)กับสัตว์ท้องถิ่น
สามารถอยู่ร่วมกันได้ โดยไม่ขัดแย้งกัน นอกจากเค้าจะรักษาแล้ว
เค้ายังต้องปลูกฝัง และให้ความรู้กับชาวบ้าน
เพื่อให้คนและสัตว์อยู่ร่วมกันได้อีกด้วย
ดังนั้น
มันจึงไม่ใช่แค่ ..ไม่ไปรบกวนก็พอ.. เพราะไม่มีใครเลยสักคนเดียว
ที่มีชีวิตอยู่โดยไม่หนักแผ่นดิน (ก็ทุกคนมีมวลหมดหนิจริงมั้ย)
ต่อให้ตายไป ก็คือขยะรกโลกอย่างนึง(ขนาดนั้น?)
อยู่ที่ว่าเราจะเปลี่ยนกรรมที่เกิดขึ้นในการเวียนว่ายตายเกิดนี้ ให้เป็นกรรมดีอย่างไร
จะแก้ไขสิ่งที่ต้องเกิดขึ้น ให้เป็นสิ่งดีดีอย่างไร
เราจะยอมอยู่บ้านที่สกปรกมั้ย
หรือจะไม่อยู่บ้านเลย เฟอร์นิเจอร์ก็คลุมผ้าไว้
ไม่ต้องใช้ ไม่ต้องอยู่บ้าน บ้านจะได้ไม่แปดเปื้อน? แล้วจะไปอยู่ที่ไหน
ที่ไหนๆ ก็ต้องรับเราเป็นภาระไว้ทั้งนั้น จริงมั้ย?
อยู่บ้านท่านอย่านิ่งดูดายปั้นวัวปั้นควายให้ลูกท่านเล่นฉันใด
อยู่ในโลกท่านก็จงอย่านิ่งดูดาย ทำประโยชน์ให้กับโลกต่อไปฉันนั้น
สวนสัตว์ไม่ได้มีไว้หลอกเด็กเพื่อเก็บเงินเข้าชม
เรื่องแบบนี้ต้องมองให้ขาดระหว่าง
Conservation VS Animal welfare
| การอนุรักษ์สัตว์ | สวัสดิภาพสัตว์ |
| เพื่อปกป้องเผ่าพันธุ์ของสัตว์ | เพื่อปกป้องสัตว์เป็นรายตัว |
| มองถึงผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ในระยะยาว | มองระยะใกล้ๆถึงคุณภาพชีวิตของสัตว์เท่านั้น |
| อาจผิดหลักศีลธรรมได้ | กระทำอย่างมีมนุษยธรรม |
| พยายามเก็บรักษาไว้(ชีวิต /ร่างกาย /ชิ้นส่วน /พันธุกรรม) | ทำเมตตาฆาตได้เมื่อจำเป็น |
| คิดถึงเรื่องการเก็บข้อมูล การศึกษา ให้ได้ความรู้ | คิดถึงเรื่องของจิตใจ เอาใจเขามาใส่ใจเรา |
แน่นอนว่าทั้งสองเรื่องเป็นสิ่งที่ดีทั้งคู่
และควรจะต้องมีในสวนสัตว์ทั้งสองอย่าง
แต่ถ้าเอาในแง่ของการกักขังสัตว์ไว้ตลอดชีวิตของมัน
มาคิดเป็นเรื่องสวัสดิภาพสัตว์
ก็เหมือนเป็นการติเตียนแต่ฝ่ายเดียว
เพราะการคืนสัตว์สู่ธรรมชาติมีความซับซ้อนมากกว่าแค่เปิดประตูกรง
แต่ถ้าคิดว่ากรงที่ขังสัตว์
ควรจัดสภาพแวดล้อมอย่างไรให้คล้ายกับพฤติกรรมธรรมชาติมากที่สุด
แบบนี้ถึงจะดี
คือได้ทั้งการอนุรักษ์สัตว์ และถูกต้องตามหลักสวัสดิภาพสัตว์
หรือถ้ามองว่าการรักษาสัตว์ป่าจะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ในระยะยาว
ทำให้ประชากรสัตว์กินเนื้อกับสัตว์กินพืชไม่สมดุล
แบบนี้ก็ต้องดูว่าสัตว์ป่านั้นบาดเจ็บจากการล่ากันเองหรือไม่
ถ้าเกิดจากน้ำมือมนุษย์..
เราก็ควรต้องรักษาให้ถึงที่สุดตามหลักสวัสดิภาพสัตว
เพราะไม่ใช่การตายโดยธรรมชาติของมัน
ยังมีอีกหลายกรณี
ซึ่งก็ต้องค่อยๆพิจารณาไปว่าควรจะใช้อะไรดี
ระหว่างอนุรักษ์สัตว์ กับ สวัสดิภาพสัตว์
หรือทำได้ทั้งสองอย่างก็ยิ่งดี
ดังนั้นสวนสัตว์จึงมีไว้ศึกษา
และปลูกจิตสำนึก เพื่อการอนุรักษ์สัตว์
โดยที่สวนสัตว์จะต้องดูแลสัตว์เป็นอย่างดีตามหลักสวัสดิภาพสัตว
อุดมคติของสวนสัตว์เป็นอย่างนี้...ส่วนความจริงเป็นอย่างไรนั้นก็ได้เห็นประจักษ์ตากันอยู่
เอิ่ม.....
ขอตัดจบแค่เท่านี้....
วันนี้รู้สึกว่าเขียนย๊าวยาวอะ เนาะ
และผมก็เห็นด้วยมากๆเลยนะ โลกเรานี้ต้องหาสมดุลย์จ้ะ ช่วยคนละไม้ละมือดีกว่าเนอะ

ไม่ค่อยเวิร์คเลย ต้องแก้บรรทัดใหม่
แถม code ก็จุกจิกมาก...แก้ไม่ถูกเลย
font ปกติของบลอคก็ไม่ใช่อันนี้
คราวต่อไปถ้าจะเขียนเรื่องเก็บไว้ก่อนอัพ ทำไงดีอะ
#1 By PoY on 2008-04-19 01:55